วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สมุนไพรต้านภัยโรค

สมุนไพรต้านภัยโรค

       พืชสมุนไพร เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานับพันปี แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา สรรพคุณและคุณค่าของสมุนไพรอันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าภูมิปัญญาโบราณก็เริ่มถูกบดบังไปเรื่อยๆ และถูกทอดทิ้งไปในที่สุด


กระดังงาไทย


          ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10-20 ม. มีรอยแผลใบขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไป กิ่งตั้งฉากกับลำต้นปลายย้อยลู่ลง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ยาว ปลายแหลม โคนมนหรือเว้าและเบี้ยวเล็กน้อย ขอบเรียบหรือเป็นคลื่น ใบอ่อนมีขนทั้ง 2 ด้าน ใบแก่มักมีขนมากตามเส้นแขนงใบและเส้นกลางใบ ช่อดอกสั้น ออกห้อยรวมกันบนกิ่งเหนือรอยแผลใบ ช่อหนึ่งๆ มี 3-6 ดอก ดอกใหญ่ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปสามเหลี่ยม มีขน กลีบดอกเรียงสลับกัน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ แต่ละกลีบรูปขอบขนานปลายแหลม มีขน ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย กลีบชั้นในแคบกว่าชั้นนอกเล็กน้อย โคนกลีบด้านในสีม่วงอมน้ำตาล ดอกอ่อนกลีบสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลิ่นหอม เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เกสรเพศเมียมีหลายอัน อยู่แยกกัน ผลเป็นผลกลุ่ม อยู่บนแกนตุ้มกลม 4-15 ผล แต่ละผลรูปไข่ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเขียวคล้ำจนเกือบดำ มี 2-12 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน รูปไข่แบน

สรรพคุณ :

       ดอกแก่จัด  -  ใช้เป็นยาหอมบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมวิงเวียน ชูกำลังทำให้ชุ่มชื่น ให้น้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง น้ำอบ ทำน้ำหอม ใช้ปรุงยาหอม บำรุงหัวใจ

       ใบ, เนื้อไม้  -  ต้มรับประทาน เป็นยาขับปัสสาวะพิการ


กะเพรา


          ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 30-60 ซม. โคนต้นค่อนข้างแข็ง กะเพราแดงลำต้นสีแดงอมเขียว ส่วนกะเพราขาวลำต้นสีเขียวอมขาว ยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปรี กว้าง 1-3 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียว มีขนสีขาว ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกสีขาวแกมม่วงแดงมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายเรียวแหลม ด้านนอกมีขน กลีบดอกแบ่งเป็น 2 ปาก ปากบนมี 4 แฉก ปากล่างมี 1 แฉก ปากล่างยาวกว่าปากบน มีขนประปราย เกสรเพศผู้มี 4 อัน ผล เป็นผลแห้ง เมื่อแตกออกจะมีเมล็ด สีดำ รูปไข่
ส่วนที่ใช้ : ใบ และยอดกะเพราแดง ทั้งสดและแห้ง ทั้งต้น

สรรพคุณ :
       แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ)
       ใช้แก้อาการท้องอืดเฟ้อ แน่จุกเสียดและปวดท้อง
       แก้ไอและขับเหงื่อ
       ขับพยาธิ
       ขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด
       ลดไข้
       เป็นยาอายุวัฒนะ
       เป็นยารักษาหูด กลากเกลื้อน ต้านเชื้อรา
       เป็นยาสมุนไพร ใช้ไล่ หรือฆ่ายุง
       เป็นสมุนไพร ไล่แมลงวันทอง

พระจันทร์ครึ่งซีก


       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก ลำต้นขนาดเล็ก ตามข้อมีรากออก ลำต้นเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน ชูส่วนยอดขึ้น มียางสีขาว ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.2-0.6 ซม. ยาว 1-2 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบตัด ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยตื้นเกือบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ก้านใบสั้นมาก ดอก ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกสีม่วงอ่อน กลีบเลี้ยงสีเขียวอมม่วง มี 5 กลีบ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก หลอดดอกแยกผ่าออก ทำให้กลีบดอกเรียงเพียงด้านเดียว หลอดดอกด้านนอกมีขนสีขาว ผล เป็นผลแห้ง แตกออกได้
ส่วนที่ใช้ :  ทั้งต้นสด ขณะที่ดอกกำลังบาน

สรรพคุณ :
          ลดไข้ แก้หอบหืด บำรุงปอด แก้อาเจียนเป็นเลือด วัณโรค ปอดพิการอักเสบ ทอนซิลอักเสบ เจ็บคอ ตาแดง ไส้ติ่งอักเสบ ลำไส้อักเสบ บิด ขับปัสสาวะ (เพื่อลดอาการบวมจากไตอักเสบ) ท้องมาน (เนื่องจากพยาธิใบไม้ในเลือดและดีซ่าน) ยาแก้มะเร็ง กระเพาะอาหาร หรือที่ทวารหนัก แก้ข้ออักเสบ เคล็ดขัดยอก บวมเจ็บ ฝี แผลเปื่อย บาดแผล กลากเกลื้อน ผื่นคัน และแก้คัดจมูก หรือโรคแพ้ เนื่องจากการใช้ยา เข้ารากย่อม
ข้อห้ามใช้
          ห้ามใช้ในคนที่มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย อุจจาระหยาบเหลว (จีนเรียก ม้ามพร่อง)


กาหลง



      ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-3 เมตร กิ่งอ่อนมีขนทั่วไป กิ่งแก่ค่อนข้างเกลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือเกือบกลม กว้าง 9-13 ซม. ยาว 10-14 ซม. ปลายเว้าลงมาสู่เส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่นใบ ทำให้ปลายแฉกทั้ง 2 ข้างแหลม โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ เส้นใบออกจากโคนใบ 9-10 เส้น ปลายเส้นกลางใบมีติ่งเล็กแหลม แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนเล็กละเอียด ก้านใบยาว 3-4 ซม. มีขนหูใบเรียวแหลม ยาวประมาณ 1 ซม. ร่วงง่าย มีแท่งรยางค์เล็กๆ อยู่ระหว่างหูใบ ช่อดอกแบบช่อกระจะสั้นๆ ออกตรงข้ามกับใบที่อยู่ตอนปลายกิ่ง มี 3-10 ดอก ก้านดอกยาว 0.5-1.5 ซม. โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็ก 2-3 ใบ รูปสามเหลี่ยมเรียวแหลม ดอกตูมรูปกระสวย ยาว 2.5-4 ซม. ดอกบาน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-8 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันคล้ายกาบกว้าง 1-1.8 ซม. ยาว 2.5-4 ซม. ปลายเรียวแหลมและแยกเป็นพู่เส้นสั้นๆ 5 เส้น กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว รูปรีหรือรูปไข่กลับ มักมีขนาดไม่เท่ากัน ปลายมน โคนสอบ กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 4-6 ซม. เกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูแต่ละอันยาวไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 1.5-2.5 ซม. อับเรณูสีเหลือง รูปขอบขนาน ยาว 3-5 มม. ก้านชูเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 ซม. รับไข่รูปขอบขนาน ยาว 6-8 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาว 1-2 ซม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นแผ่นกลม ฝักแบน คล้ายรูปขอบขนาน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 9-15 ซม. ปลายและโคนฝักสอบแหลม ปลายฝักมีติ่งแหลม ยาวประมาณ 8 มม. ขอบฝักเป็นสันหนา มี 5-10 เมล็ด เมล็ดเล็ก คล้ายรูปขอบขนาน
ส่วนที่ใช้ :  ดอก

สรรพคุณ :

ดอก
     - รับประทาน แก้ปวดศีรษะ
     - ลดความดันของโลหิตที่ขึ้นสูง
     - แก้เลือดออกตามไรฟัน
     - แก้เสมหะพิการ


เพชรสังฆาต



       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถา เถาอ่อนสีเขียวเป็นสี่เหลี่ยม เป็นข้อต่อกัน มีมือสำหรับเกาะยึดออกตางข้อต่อตรงข้ามใบ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามข้อต้น รูปสามเหลี่ยม ปลายใบมน โคนใบเว้า ขอบใบหยักมนห่างๆ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน  ก้านใบยาว 2-3 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามข้อต้นตรงข้ามกับใบ ดอกสีเขียวอ่อน กลีบดอกมี 4 กลีบ โคนด้านด้านนอกมีสีแดง ด้านในสีเขียวอ่อน เมื่อบานเต็มที่ดอกจะงองุ้มไปด้านล่าง เกสรเพศผู้มี 4 อัน ผล รูปทรงกลม ผิวเรียบเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว สุกสีแดงเข้มเกือบดำ เมล็ดกลม สีน้ำตาล มี 1 เมล็ด
ส่วนที่ใช้ :  น้ำจากต้น เถา ใบยอดอ่อน  ราก

สรรพคุณ :
         น้ำจากต้น - ใช้หยอดหู แก้น้ำหนวกไหล หยอดจมูกแก้เลือดเสียในสตรีประจำเดือนไม่ปรกติ เป็นยาธาตุเจริญอาหาร
         ใบยอดอ่อน - รักษาโรคลำไส้เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย
         ใบ ราก - เป็นยาพอก
         เถา - ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนัก

ที่มา : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_200.htm


















































ผ้าไหมสุรินทร์


ผ้าไหมสุรินทร์

ประวัติความเป็นมา
            จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่สนใจยิ่ง หากศึกษาอย่างลึกซึ่งแล้ว จะค้นพบเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่า จังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหม ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม การผลิตเส้นไหมน้อย และกรรมวิธีการทอ

             จังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”) มาใช้ในการทอผ้า ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก เรียบ นิ่ม เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย นอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์ ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน และเป็นกรรมวิธีที่ยาก ซึ่งต้องใช้ความสามารถและความชำนาญจริง เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว ซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่า มีการทอที่เดียวใบประเทศไทย จนเป็นที่สนพระทัยและเป็นที่ชื่นชอบของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า ใส่แล้วเย็นสบาย อีกทั้งยังใช้ฝีมือในการทออีกด้วย

ลักษณะเด่นของผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์
1. มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชา และลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคล 
2. นิยมใช้ไหมน้อยในการทอ ซึ่งไหมน้อยคือไหมที่สาวมาจากเส้นใยภายในรังไหม มีลักษณะนุ่ม เรียบ เงางาม
3. นิยมใช้สีธรรมชาติในการทอ ทำให้มีสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ คือ สีจะออกโทนสีขรึม เช่น น้ำตาล แดง เขียว ดำ เหลือง อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้ 
4. ฝีมือการทอ จะทอแน่นมีความละเอียดอ่อนในการทอและประณีต รู้จักผสมผสานลวดลายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แสดงถึงศิลปที่สวยงามกว่าปกติ
5. แต่เดิมนั้นการทอผ้าไหมของชาวบ้านทำเพื่อไว้ใช้เอง และสวมใส่ในงานทำบุญและงานพิธีต่างๆ


ตัวอย่างผ้าไหม
1.ผ้าโฮล



         ผ้าโฮล เป็นผ้าทอพื้นเมืองสุรินทร์ และเป็นราชินีแห่งผ้าไหมเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวสุรินทร์ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย สืบทอดมาสู่รุ่นลูกหลานผ้าโฮลเป็นผ้าที่มีสีสันและลวดลายเด่น ลักษณะการทอจะเป็นจุดประสลับกับเส้นตรง ใช้ไหมคู่ 2 สีทอสลับกันเป็นลายตลอดไปทั้งผืน บางแห่งเรียกโฮลใบไผ่เนื่องจากมีลักษณะเป็นลายริ้วสลับกับลายมัดหมี่ ที่มีความกว้างประมาณครึ่งนิ้ว สลับกันไปดูคล้ายใบไผ่ ส่วนลายริ้วเปรียบเสมือนก้านใบไผ่เมื่อดูภาพรวมของลายผ้าจะคล้ายป่ามีปล่องช่องเขา มีลำธารน้ำ โฮลแดงเป็นการผสมผสานระหว่างลวดลายโบราณแต่มีการย้อมสีให้ออกสีแดงโดยใช้สีธรรมชาติในการมัดย้อม จึงเรียกว่า โฮลแดง นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษในหมู่บ้านปราสาทเบงหมู่ที่ 14 ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์


        
2.ผ้าไหมลายสมอ


            ผ้าไหมลายสมอ ลักษณะการทอใช้เส้นไหมสีแดง สีดำ สีเหลือง และสีเขียว ทอเป็นผ้าลายตารางเล็ก ๆ มีสีของลายออกเป็นสีดำ สีเขียว และสีเหลืองเป็นเส้นยืนในลักษณะตารางสลับกัน จำนวน ๘ เส้น การทอเส้นพุ่งใช้ไหมสีเหมือนเส้นยืน จะทำให้ลายที่ทอออกมาปรากฏเป็นลายสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ล้อมรอบด้วยกรอบสีเหลือง ผ้าลายนี้เป็นผ้าที่นิยมนุ่งกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ สำหรับนุ่งอยู่บ้าน แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ อำเภอท่าตูม อำเภอเขวาสินรินทร์


3.ผ้าไหมลายสาคู



             ผ้าลายสาคู มี ๒ ลักษณะคือ ลายสาคูใหญ่ และลายสาคูเล็ก ลายสาคูใหญ่ จะมีลักษณะการทอที่ใช้เส้นพุ่งตัดกันเป็นลายตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดครึ่งนิ้วคูณครึ่งนิ้ว ภายในกรอบตารางจะมีตารางเล็ก ๆ เรียงกันหลายสี ได้แก่ สีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน ส่วนกรอบตารางใหญ่เป็นสีน้ำเงินและสีขาว ในการทอจะใช้ไหมย้อมสีดังกล่าวในจำนวนเท่ากัน โดยออกแบบให้ไหมเส้นยืนและไหมเส้นพุ่งขนานกันเป็นคู่ ๆ ส่วนลายสาคูเล็ก จะมีขนาดเล็กกว่า แหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุรินทร์คือ อำเภอเมืองสุรินทร์ และอำเภอลำดวน


4.ผ้าไหมลายอันลูยซีม 



              ผ้าไหมลายอันลูยซีม ลักษณะการทอ เป็นผ้าทอมือโบราณที่ช่างทอจะทอสีตามความต้องการ ๔ เส้น แล้วใช้ไหมควบ ๒ เส้น ทำให้เกิดลายทางสลับสี หรือทำให้เกิดผ้าลายริ้วตามขวาง โดยใช้ไหมเพียงเส้นเดียว เช่นสีเขียว หรือสีม่วง ส่วนไหมเส้นพุ่งจะใช้ไหมสีเดียวกับเส้นยืนทอสลับกับไหมควบ ซึ่งเป็นการนำไหม ๒ เส้น ที่มีสีต่างกันมาตีเกลียวควบกันเป็น ๑ เส้น ได้แก่ สีแดงกับสีเหลือง สีแดงกับสีเขียว สีขาวกับสีม่วง การเลือกสีนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทอ ในการทอเป็นผืนจะใช้เพียง ๔ สี ทอสลับกันไปเป็นช่วง ๆ เท่า ๆ กัน จึงทำให้เกิดเป็นลายริ้วตามขอบของผืนผ้าตามความต้องการของผู้ทอ ในอดีตจะใช้เป็นผ้าม่วง สำหรับนุ่งโจงกระเบน แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอท่าตูม อำเภอสำโรงทาบ และอำเภอศีขรภูมิ


5.ผ้าไหมลายตรวยสะแน้ค


               ผ้าไหมลายตรวยสะแน้ค(ลายยอดถั่ว) ลักษณะการทอจะใช้เส้นไหมสีแดง สีดำ สีเหลือง สีเขียว ทำให้ได้ผ้าทอที่มีลายผ้าสีแดง สีดำ สีเหลืองและสีเขียว จำนวน ๑๔ เส้น การทอเส้นพุ่งใช้ไหมสีเหมือนกันกับไหมยืน จะทำให้ได้ผ้าที่ปรากฏเป็นลายตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสพื้นสีเขียวด้านในล้อมรอบด้วยกรอบสีดำและสีเหลือง แหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ อำเภอเขวาสินรินทร์ และอำเภอลำดวน

ที่มา:
http://qsds.go.th/qthaisilk_center/inside.phpcom_option=page&aid=993&sub=993&site=srn


















































วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตฉัน



เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตฉัน




          “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่ พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ


ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

     เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

                                               หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

       ความพอประมาณ  หมายถึง  ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกิน   โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
       ความมีเหตุผล    หมายถึง  การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
       การมีภูมิคุ้มกันทีดีในตัว  หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

เงื่อนไข

           การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน  
           เงื่อนไขความรู้    ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง  ๆ   ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา    ให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
            เงื่อนไขคุณธรรม  ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนัก ในคุณธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร  ใช้สติ ปัญญาในการดำเนินชีวิต


จะสร้างเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรให้สู่สังคมเราได้อย่างมั่นคง

        การสร้างชุมชนและสังคมที่พอเพียงนั้น เกิดขึ้นได้จากกิจกรรมการผลิต โดยเฉพาะในภาค การเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างคุ้มค่า ด้วยการหมุนเวียนทุน ธรรมชาติภายในพื้นที่และด้วยวิธี การทำเกษตรที่เน้นปลูกเพื่อกินเองก่อน และการทำกิจกรรมที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักและข้าวที่ปลอดสารพิษ การทำสวนสมุน ไพรของชุมชน การคิดค้นสารไล่แมลงสมุนไพร การทำถ่านชีวภาพ การรวมกลุ่มขยายพันธุ์ปลา การแปรรูปผลผลิตและกรทำเกษตรผสมผสาน เป็นต้น มีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ ร่วมมือกัน ทั้งในด้านปัจจัยและอุปกรณ์การผลิต การตลาด เงินทุน การศึกษา และชีวิตความเป็นอยู่ มีการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากความรักและ เอื้ออาทรต่อกัน เช่น กิจกรรมต่อต้านยาเสพติด การมนัสการพระ ให้ มาช่วยสอนจริยธรรมและศีลธรรมในโรงเรียนชุมชน การรวมกลุ่ม เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน การจัดตั้งร้านค้าชุมชน การจัดทำแผนแม่บทชุมชน การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ การรวมอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การรวมกลุ่มทำขนมของแม่บ้าน หรือรวมกลุ่มเพื่อปลูกพืชผักสวนครัว บนพื้นฐานของการปลูกฝัง สมาชิกในชุมชนให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน มากกว่าคำนึงถึงตัวเงินหรือ วัตถุ มีความคิดที่จะแจกจ่ายแบ่งปันให้ผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ได้เพื่อนและ เกิดเป็นวัฒนธรรมที่ดี ที่จะช่วยลดความเห็นแก่ตัวและสร้างความพอ เพียงให้เกิดขึ้นในจิตใจ





(ที่มา : http://www.rta.mi.th/21610u/Data/Data_pro/Popeaing/1.htm)


ตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้าน


       หมู่บ้านถนน หมู่ที่ 8  ตำบลเฉนียง  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งเดิมสภาพทั่วไปของ
หมู่บ้านถนน ครัวเรือนส่วนมากทำนาเป็นอาชีพหลัก มีพื้นที่ทำกิน อยู่ในหมู่บ้าน และอยู่ในเขตนอกหมู่บ้าน ส่วนใหญ่พื้นทีทำนาอยู่ในเขตหมู่บ้าน ครัวเรือนส่วนหนึ่งมีการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว  ได้แก่  การปลูกผักสวนครัว  ผลไม้  เลี้ยงปลา  ไว้กินเอง มีหมอดินอาสาของตำบลอยู่ในหมู่บ้าน จึงมีการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน และมีการนำความรู้มาปรับใช้ในครัวเรือน เช่นการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทำน้ำหนักชีวภาพ  ประชาชนให้ความร่วมมือในกิจกรรมส่วนรวม ทำให้การพัฒนาหมู่บ้านเป็นไปได้ดี  ทำให้เกิดการขยายผลไปสู่ครัวเรือนอื่นในหมู่บ้าน เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจในร                




ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านเราประสบความสำเร็จ


     • ประชาชนมีความรัก ความสามัคคี  ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมส่วนรวม

     • ครัวเรือนส่วนมากในหมู่บ้านมีการดำเนินกิจกรรรมการดำรงชีวิตตามแนววิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง เช่น  การปลูกผักสวนครัว  เลี้ยงปลา การทำข้าวนาโยน  ทำปุ๋ยหมักชีวภาพไว้ใช้เองอยู่แล้ว

  • ประชาชนในหมู่บ้านมีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

    • ประชาชนยอมปรับสภาพ  เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  

    • หมู่บ้านมีความเข้มแข็ง   สามารถเป็นแบบอย่างในการดำเนินกิจกรรมการดำรงชีวิตตามแนววิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงแก่ครัวเรือนอื่นในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน

    • ผู้นำ/แกนนำ  ได้รับโอกาสในการเข้ารับการเรียนรู้จากการฝึกอบรม ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ประมง  เกษตร  องค์กรเอกชน เช่น ปตท.  สามารถนำความรู้มาเผยแพร่แก่ประชาชนได้

  •ผู้นำมีความเข้มแข็ง เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนได้




 เกษตรกรตัวอย่างของตำบลเฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์





นายเกียรติ ประมูลศรี


                              อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ที่ 8 บ้านถนน  ตำบลเฉนียง  อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000

(ที่มา : นายเกียรติ  ประมูลศรี เกษตรกรตัวอย่างของตำบลเฉนียง )